I said "I hate it" so....
posted on 25 Apr 2006 22:38 by regen in Visionnow playing Hoshi no koe-hanareiku kanashimi
ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเริ่มจดจำอะไรต่างๆเป็นเรื่องเป็นราว
ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน....นับตั้งแต่ป.1
จะมีกิจวัตรประจำปีอยู่นั่นคือ การไปช่วย อาเหล่าอี๊ขายของ
หากใครที่ยังไม่คุ้นศัพท์การนับญาติแบบจีนๆ อาเหล่าอี๊ ก็คือน้องสาวของ อาม่าที่เป็นย่า ของผม
ร้านที่ผมถูกส่ง(แกมบังคับ)ไปช่วยงานอาเหล่าอี๊นั้น คือร้านขายเครื่องก่อสร้าง ที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ขึ้นชื่อว่าอึดอัดและวุ่นวายพอสมควรในเชียงใหม่
ร้านของอาเหล่าอี๊นั้น วูบแรกที่เข้าไปต้องถิอว่าน่ากลัว ร้านเป็นตึกแถวสองชั้นสองคูหาเก่าๆ
เป็นร้านขายปลีกอุปกรณ์วัตถุก่อสร้างแบบเก่าแก่ ในร้านเปิดไฟสลัวๆ ชั้นล่างอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ก่อสร้างนานาชนิด ผนังทุกด้านมีตู้สูงเท่าเพดาน 2 เมตร ไว้เก็บแลคเกอร์ สีทาไม้ และไขควง ดอกสว่าน ตะไบชนิดต่างๆ มีตู้เคาท์เตอร์วนเวียนจนแทบจะเป็นเขาวงกตสำหรับเด็กๆ
ตั้งแต่พื้น จรดเพดานเต็มไปด้วยของจนยากที่จะเดินเข้าไปได้
ด้านหลังร้านจะเป็นสต๊อกเก็บของ ที่มีพวกปูนซีเมนต์ชนิดต่างๆ
แล้วชีวิตปิดเทอมหน้าร้อนที่ไม่ธรรมดาของผมก็เริ่มต้นขึ้นที่นั่นทุกปีๆ
ถ้าไม่มีเรียนซัมเมอร์ที่จะเรียนช่วงเช้า ผมก็จะถูกแม่เอามาทิ้งไว้ให้อาเหล่าอี๊ดูแลตั้งแต่ แปดโมงครึ่ง
ถ้าช่วงไหนมีเรียน และมักจะเป็นเฉพาะตอนเช้า ตอนบ่ายผมก็จะถูกส่งมาประจำที่นี่อยู่เช่นกัน
วันแล้ววันเล่าจนกว่าปิดเทอมฤดูร้อนจะหมดนั่นแหละ
สิ่งที่ในแต่ละวันผมจะทำก็คือช่วยขายของ ทอนเงิน ตอนแรกๆที่ไปผมก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมายนัก ซ้ำหลังข้าวเที่ยงยังง่วงนอนจนอาเหล่าอี๊ต้องไล่ไปนอนชั้นบนอีกต่างหาก ยิ่งไปหลายครั้งหลายปีมากขึ้นๆ ความชำนาญในการขายของหาของในร้านที่แสนจะซับซ้อน จำชนิดสินค้า เขียนบิลเงินสด เช็คสต๊อกของผมก็มากขึ้นเรื่อยๆ
เหล็กกล(ตะปู)มีกี่นิ้ววางที่ไหน ลวดมีกี่เบอร์ ต้องขดให้ลูกค้ายังไง สีสเปรย์ สีทาไม้ สีทาผนังภายใน รองพื้นกันปลวก ค้อนยาง ค้อนเหล้ก ค้อนปอนด์ เกรียง พู่กัน ไขควง ดอกสว่านเจาะเหล็ก ไม้ หรือคอนกรีตเอากี่นิ้ว ท่อขนาดกี่หุน มีชนิดไหนบ้างข้อต่อ ตัวที ยาเชื่อเทื่อมท่อ เทปพันท่อ ปัมพ์น้ำ น็อตที่นิ้ว ปูนชนิดไหนบ้าน แก่นละ(ถุงละ)เท่าไหร่ ดินกี่ (อิฐ) ก้อนเท่าไหร่ ถัง แปรง ฯลฯ ทอนเงินต้องคิดอย่างไร ส่งของให้ลูกค้าใส่กล่องแบบไหนถึงจะประหยัดที่ เวลาลูกค้ามาถามหาของต้องตอบแบบไหน แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจ บางครั้งการคุยกับคนแปลกหน้าเช่นลูกค้าก็เป็นสิ่งที่ผมอยากหลีกเลี่ยงมากๆ ถ้าแกสอนมา 100 ผมจะได้รับไปประมาณ 80 -70
หากจะพูดให้ถูก อาเหล่าอี๊คือคนแรกในชีวิตที่สอนวิชาการค้าขายให้แก่ผม แกชอบเรียกผมด้วยสรรพนามว่า ไอ้หมาแจ่ะ ซึ่งเป็นกำเมือง แปลได้ว่า ไอ้หมาน้อย หรือ ไอ้หมาทะเล้น โดยจะเรียกบนอารมณ์หมั่นไส้ปนเอ็นดู และชอบจะลูบหัวผมเหมือนลูกหมาตัวเล็กๆ แกเป็นคนสอนให้ผมประหยัดและอดออม ทุกวันที่มาช่วยงานแก แกจะให้ค่าขนมตอบแทนเสมอๆ แม้จะไม่ได้มากมายอะไรแต่ก็ทำให้เด็กคนนึงภาคภูมิใจ และเอาไปบอกเพื่อนที่โรงเรียน ได้ว่า เออ กูหาเงินเองเป็นแล้วนะ ไม่ก็ ปิดเทอมนี้กูไปเป็นจับกังมา ตั้งแต่ประถม ถ้าจะมีอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สึกเซ็งจากการไปบ้านเหล่าอี๊นั่นก็คือการอดเล่นเกมส์ไปทั้งบ่าย การอดอยู่บ้านเฉยๆว่างๆ หรืออดไปเที่ยวกับเพื่อนนั่นแหละ
แกอยู่คนเดียวในร้านมืดๆโทรมๆนั่นโดยไม่อยากรบกวนลูกหลานแม้ว่าอายุแกจะเยอะขึ้นทุกวันๆ พ่อแม่ผมจะพยายามคะยั้นคะยอแกให้มาพักที่บ้านกับคุณย่าของผมตอนที่ท่านยังอยู่ แต่ก็ก็อยู่ได้ไม่กี่คืนแกก็จะกลับไปโดยให้เหตุผลว่ามันไม่สบายตัว เพราะแกต้องเปิดร้านแต่เช้า แต่เหตุผลที่แท้จริงแกคงไม่อยากรบกวนลูกหลาน ห้องที่สร้างไว้ให้แกมาพัก คือห้องที่เป็นห้องนอนของผมในบ้านทุกวันนี้...
ผมได้ไปช่วยงานที่ร้านแกทุกๆปิดเทอมจนกระทั่งถึงจบม.3ผมก็ต้องมีอันไปเรียนต่อที่ต่างประเทศและนั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผมได้ช่วยแกขายของ หลังจากนั้นทุกครั้งที่กลับมาไทย ผมไม่เคยพลาดที่จะไปเยี่ยมแก หรือไปดำหัวปีใหม่แกเลยแม้แต่ปีเดียว
จนกระทั่งสงกรานต์ที่ผ่านมา ....
ผมได้ยินว่าแกเป็นมะเร็งและผ่าตัดไปหลายรอบแล้วตอนนี้หมอให้กลับมาพักที่บ้าน เมื่อกลับไปเชียงใหม่ช่วงสงกรานต์ ผมจึงไปเยี่ยมแกพร้อมกับครอบครัว
ร้านเดิมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเมื่อไหร่...
อุปกรณ์ก่อสร้างที่กองกันอย่างไม่เป็นระเบียบไม่ว่าจะครั้งไหน...
เมื่อผมเดินขึ้นไปชั้นสองที่แกพักอยู่ โดยมีแม่บ้านที่คอยดูแลแกอยู่ต้อนรับพวกเรา
เมื่ออาเหล่าอี๊เห็นหน้าผมแกก็ทักทันทีว่า เพิ่งบ่นกึ๊ดฮอด(คิดถึง)หามันบ่เดี่ยวนี้เอง
อาเหล่าอี๊ในวันนั้น ดูแข็งแรงอย่างที่ผมเคยเห็น ผมอวยพรปีใหม่และดำหัวแก โดยอธิฐานให้แกสุขภาพแข็งแรง
อาเหล่าอี๊ก็ให้ศีลให้พรและสั่งสอนผมอย่างที่เป็นมาทุกปี
ไม่รู้ทำไมว่าวันนั้นผมใจหายมากกว่าปกติ
ผมตั้งใจฟังพรที่แกให้ คำที่แกพูดพร่ำสอนผมทุกคำในวันนั้น
ผมนั่งพับเพียบกับพื้นในขณะที่แกนั่งบนเก้าอี้หวายตัวเก่าที่ผมเห็นจนชินตาตั้งแต่ผมรู้จักแก
เกือบ 20 ปีแล้ว
ผมจับขาแกไว้ แล้วแกก็ลูบหัวผม สั่งสอนไอ้หมาแจ่ะที่แกดูแลมาตั้งแต่เล็ก
ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีแล้วครอบครัวผมก็ลากลับ
ทั้งที่ปกติเมื่อก่อน หากเป็นครั้งอื่นๆผมจะอยากกลับไวๆ เพื่อที่จะได้ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนในช่วงสงกรานต์ต่อ
หากแต่คราวนี้ผมไม่อยากไปไกลจากแกเลย รู้สึกใจหายเมื่อเดินออกจากร้านแกไป...
ลางสังหรณ์...
มักจะแม่นยำเสมอ..
และมันมักจะแม่นแต่เรื่องร้ายๆ
สองอาทิตย์ผ่านไปจนกระทั่งเย็นวันนี้
อาการของแกกำเริบหนัก จนพ่อโทรมาบอกผมว่าแกคงไม่ไหวแล้ว
และเมื่อเวลาประมาณ 6 โมงครึ่งๆ ในขณะที่เชียงใหม่ฝนตกฟฟ้าคะนองจนไฟดับทั่วเมือง
อาเหล่าอี๊ก็ได้จากพวกเราไป...
ไม่มีอีกแล้วคนที่จะเรียกผมว่าไอ้หมาแจ่ะ
ไม่มีอีกแล้วคนที่จะคอยพร่ำสอนเตือนไอ้หมาแจ่ะคนนี้
คงไม่มีใครนั่งบนเก้าอี้หวายตัวใหญ่นั่นอีกแล้ว
คงไม่มีใครอีกแล้วที่จะเปิดร้านขายวัตถุก่อสร้างที่ผมเห็นจนชินตา
ไม่มีอีกแล้ว.....
แต่ผมก็ไม่เสียใจ เพราะอย่างน้อยในวันที่ไปดำหัวแกนั้น
วันสุดท้ายที่ผมได้อยู่คุยกับแกนั้น...
ผมรู้ดีว่าวันแบบนี้จะต้องมาถึง...
วันที่เราต้องพรัดพรากจากกัน
ผมเตรียมใจสำหรับวันนี้ไว้แล้ว...
ผมจึงไม่เสียใจ...
อาเหล่าอี๊ไม่ได้ไปไหนไกลเลย
ทุกสิ่งที่อย่างที่แกสอนสั่งนั้นหล่อหลอมมาเป็นผม
ทุกถ้อยคำทุกการเอาใจใส่ที่แกมีให้ ผลของมันคือผม
ความทรงจำในวันเวลาอันสั้นที่ผมสามารถได้อยู่ร่วมกับแกนั้น
มันอยู่ติดตัวผมอย่างแน่นเหนียวและกลายมาเป็นความภาคภูมิใจ
ขอบคุณครับ....อาเหล่าอี๊... และลาก่อน
----------------------------------------------------------
แล้วนี่ก็เป็นเหตุผล........
และก็เป็นคำตอบ....
ว่าทำไม.
ผมถึงจงเกลียดจงชังฤดูร้อนนัก
เพราะมันมักจะแย่งสิ่งที่สำคัญ และพรากคนที่สำคัญในชีวิตของผมไปอยู่เสมอๆ
Thats why
I hate it so
And never ever
feel like it...
In this summer .again








