Little trip :: the Great Escape Part.1
posted on 11 Feb 2006 21:04 by regen in Touchหลังจากที่อึดอัดอะไรมาหลายๆอย่างในชีวิต จนเหมือนว่าชีวิตกำลังจะอ่อนล้า แต่ละวันๆที่ดำเนินอยู่มันช่างเหนื่อยและหนักหนาเสียเหลือเกิน (แต่ไม่ได้ถึงขนาดกับอยากลาโลกไปไหนหรอก แค่รู้สึกว่ามันเยอะไป..เหนื่อยมากไปเท่านั้นเอง)
แต่ก็ยังดี ที่จังหวะชีวิตยังพอจะเข้าข้างบ้าง.... เมื่อวันเวลาส่งวันหยุดยาว 3 วันมาให้ในสัปดาห์นี้
ตลอดเวลาในชีวิตที่ผ่านมาจะมีอยู่ช่วงหนึ่งในชีวิต จนกลายเป็นกิจวัตรประจำ(อารมณ์)ที่มันจะเกิดอาการที่ว่า "หนี"
อยากหนีไปจากทุกสิ่งทุกอย่าง อยากหนีไปจากคนที่รู้จัก อยากหนีไปจากชีวิตประจำวันของตนเองอยากหนีไปจากสภาพที่คุ้นเคย อยากหนีมันไปให้หมด ทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่ใช่ว่าผมทิ้งขว้างความรับผิดชอบ หรือผิดใจเกลียดชังหน้าใครอะไรนะครับ แต่เหมือนว่าเมื่อเกิดอาการ Tension Max จิตใจสับสนว้าวุ่น แม้การอยู่กับมิตรสหายรอบข้างยังไม่ช่วยอะไร (เพราะต่างคนต่างมีปัญหาเหมือนกัน) จะคลายเครียดด้ววิธีเดิมๆก็เปล่าประโยชน์ เมื่อไปถึงขนาดนี้ ผมจึงจำเป็นต้อง"หนี"
การหนีที่ว่านี่คือ การไปในที่ๆไม่เคยไป ไปอยู่ในที่ๆไม่รู้จักใคร ไม่บอกคนรอบข้างว่าไปไหน ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำตามลำพัง.. (เน้นว่า ต้องลำพังจริงๆไม่งั้นไม่เรียกว่าหนี) ใช้เวลาอยู่คนเดียวระยะนึง
จริงๆมันก็ไม่เชิงว่าเป็นการหนี เพราะมันมีต้นกำเนิดมาจากเมื่อตอนที่ผมยังเป็นนักเรียนอยู่ที่อังกฤษ หากมีเวลาหรือโอกาสได้เดินทางหรือไปต่างเมือง สิ่งที่ผมต้องทำเป็นประจำคือการไปเตร็ดเตร่ในเมืองที่ไม่รู้จักคนเดียวนี่แหละ แม้กระทั่งระหว่างเดินทางบนรถไฟจาก London ไป Newcastle, Bristol ไป Newcastle ซึ่งเป็นการเดินทางที่กินเวลาราวๆ 3-5 ชม.ครึ่ง หรือนั่งเครื่องบิน London - Bangkok 12 ชม. ที่ผมต้องเดินทางตามลำพัง ผมก็เลยได้ใช้โอกาสนี้คิดทบทวนเรื่องต่างๆในชีวิต เหม่อออกไปทางหน้าต่างและปล่อยให้ความคิดล่องลอยไป...
เพื่อที่ระหว่างเดินทางจะได้มีโอกาสคุยกับตนเอง เพื่อที่จะได้ฟังเสียง(ในใจ)ของตัวเองให้ชัดขึ้น.. เพื่อที่จะได้ตรึกตรองเรื่องราวของตัวเองให้มากขึ้น...
แต่เมื่ออยู่เป็นที่เป็นทางแล้วมีงานทำแล้ว จึงไม่ค่อยได้เดินทางเหมือนในตอนเรียน ผมจึงต้องสร้างโอกาสที่จะเดินทางตามลำพังขึ้นเองโดยการหนีซะส่วนใหญ่... เลยเป็นสาเหตุว่าทำไมถึงเรียกว่า "หนี"
ในเมืองกรุง ท่ามกลางผู้คนมากมาย เพื่อนฝูงรายล้อม ครอบครัวอบอุ่น มีเสียงดนตรีตลอดเวลามีหลายสิ่งหลายอย่างให้ทำ มันอาจจะทำให้เราไม่เหงา มันอาจจะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างที่มีกิจกรรมทำตลอด
แต่...
ใครจะรู้บ้างว่า..เสียงในใจเรา ตัวตนของเรา.. อาจจะถูกกลบ..ถูกลบเลือนไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้..
เราอาจจะไม่ได้เป็นตัวของตัวเองอยู่.. เราอาจจะลืมสิ่งเราเคยต้องการ เป้าหมายที่เรายึดมั่น หรือแม้กระทั่งเราอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้..
เมื่อใดที่รู้สึกสับสน เมื่อนั้นการคุยกับตัวเองก็จำเป็น และเพื่อที่จะได้ยินเสียงของตัวเองได้ชัดเจน....
จึงต้องหนีไปตามลำพัง...
เช้าวันนี้ โดยที่ไม่รู้ตัว (จริงๆรู้อยู่แล้วว่าอยากจะหนี แต่ยังกำหนดพิกัดไม่ถูก อยู่ในระหว่างร่อนเร่หาที่แลนด์ดิ้ง เหมือนคุ้นๆว่าจะไปนั่งล่องเรือเจ้าพะยา)
7:30 ขาของผม พาผมขึ้นรถไฟฟ้ามาลงที่เอกมัย..... ก่อนที่ผมจะรู้ตัวอีกอึดใจต่อมา ผมก็นั่นชูคออยู่บนรถทัวร์สาย เอกมัย - บางแสน เสียแล้ว... ไร้ซึ่งการเตรียมตัว มีเงินอยู่ในกระเป๋าตังค์ไม่ถึง 500 บาท กับ mp3 player รุ่นแท่ง+หูฟัง และ มือถือ 1 เครื่อง (ที่ตอนแรกกะทิ้งไว้ที่ห้อง แต่ยังกลัวตายกลัวไปเจอเรื่องแล้วต้องติดต่อใคร เลยพกไปด้วยแต่ปิดเครื่องไว้)
บางทีการไม่เตรียมตัวแล้วไปไหนโดยไม่คาดคิดก็ดีเหมือนกัน... ทำให้รู้สึกระทึกว่าจะต้องเจออะไรข้างหน้าก็ไม่รู้ตลอดเวลา
สิ่งที่ทำให้ผมนึกถึงบางแสน ผมมีเพียงชื่อที่เคยได้ยินเมื่อนานมาแล้ว สมัยยัง3-4ขวบ บ้านผมชอบจัดทัวร์ยกครอบครัวนั่งรถขับเองจากเชียงใหม่ไปชายทะเลในช่วงสงกรานต์ซึ่งบางแสนก็เป็นหนึ่งในที่ๆเคยไป นอกเหนือจากพัทยาและระยอง
ใจนึงคืออยากเห็นว่ามันจะแตกต่างจาก 20 ปีที่แล้วแค่ไหน (.........)
อีกใจนึง.....ผมแค่อยากเห็นทะเล... เส้นขอบฟ้า... อยากได้กลิ่นเกลือ.. อยากโดดแดดเผา.. และเหนือสิ่งอื่นใดคือ อยาก"หนี"อยู่ตามลำพัง
(น่าอิจฉาลุงแก่ๆบางคนที่ มีเวลาหนีไปโบกรถขึ้นเหนือลงใต้อยู่เป็นสัปดาห์ๆ โดยไม่มีงานประจำคอยเรียกตัวกลับเสียนี่กระไร ไอ้เราไปได้มากสุดก็แค่ไปเช้าเย็นกลับ...)
ผมอาศัยการ "ถาม" ดะทุกอย่าง เพื่อที่จะกำหนดทางไปและทางกลับของตัวเอง แม้ว่าบางแสนจะเป็นที่ๆเบสิกมากๆ แต่คนที่ไม่เคยไปและไปตามลำพังอย่างน้อยก็ควรจะระวังตัวไว้บ้างก็ไม่เสียหาย
ระหว่างการเดินทางประมาณ 1 ชม.ครึ่ง ในที่สุดผมก็มาถึงชายหาดบางแสนสมใจ เมื่อเวลา 10:13 น.
ทิวทันศ์ต่างไปจากความทรงจำเมื่อ 20 ปีที่แล้วมาก ทั้งหาดมีแต่เตนท์เก้าอี้พับวางเรียงไปหมดจนเป็นถาวรสถานไปแล้ว แถมยังมีถนนหินอ่อนลากยาวตลอดชายฝั่งจนหาความเป็นธรรมชาติแทบไม่เจอ
ผมจึงเดินต้งแต่ ท้ายหาดยันต้นหาดเพื่อจะหาที่นั่งมองทะเลฟังเพลงตากแดดคนเดียวโดยใช้เวลาประมาณ รอบละ 20 นาที
จนได้ที่นั่งที่เหมาะเจาะแล้วผมก็นั่ง.....
...............
...............
..............
.............
........
.....
...
.
จนเมื่อหิวก็เดินไปหาร้านแผงลอยโซ้ยข้าวผัดปู และหอยแครงเผาไปจนอิ่ม
สิ่งนึงที่ผมสังเกตุได้จากร้านขายของพวกนี้คือ ของทุกอย่างนั้นแทบจะเหมือนกันทุกร้าน ไม่มีร้านไหนที่ทำตัวเป็นพิเศษ รถเข็นขายไก่ย่างก็เหมือนกันทุกร้าน รถเข็นขายส้มตำก็เหมือนกันอีกแล้ว รถเข็นขายอาหารตามสั่ง รถเข็นขายน้ำ รถเข็นขายขงเล่นชายหาด รถเข็นขายของทะเลเผา แผงลอยขายข้ามหลามหนองมน และขนมจาก ก็เหมือนกันไปหมด........
นี่เขาทำกันเป็นสมาคมแล้วรับสัปทานไปทำเหมือนเซเว่นกับสกายลาร์ครึเปล่านี่....
ก่อนที่จะเยื้องเท้าไปที่อื่น ผมก็เพิ่งนึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้ลงทะเลเลยนี่นา จึงสมนนาคุณตัวเองเป็นเป็นพิเศษ โดยการเดินลงทะเลทั้งชุดที่ใส่มาซะงั้น จนแสบตาแสบหน้าแสบหลังคอได้ที่ จึงขึ้นจากทะเลแล้วมานั่งผึ่งแดดให้แห้ง (เป็นไข้เป็นหวัดก็ช่างมัน)
จนกระทั่งบ่ายสอง ชุดแห้งหมาดๆ (แต่กางเกงในยังชื้นๆ) ผมจึงสังเกตุว่าเมฆครึ้มๆกำลังจะก่อตัว ผมเลยคิดว่าน่าจะได้เวลาเสียที เลยเดินวนชายหาด (ที่วนไปแล้ว 2 รอบ) อีกซักรอบเพื่อหาซื้อของฝาก หรืออย่างน้อยที่ระลึกในการหนีครั้งนี้
แต่หาได้เจออะไรไม่เลย ของฝากบางแสน... แต่ดูหน้าตาเหมือนเคยไปเห็นที่อยู่ที่แม่สายเชียงรายซะงั้น....
เลยซื้อข้าวหลามหนองมนกับขนมจากซะหน่อย แล้วจึงขึ้นรถสองแถวมาลงที่ตลาดหนองมนก่อนขึ้นรถกลับกทม.
เมื่อกลับมาถึงความวุ่นวายอีกครั้ง ผมจึงเปิดมือถือ แล้วเช็ดว่ามีใครโทรมาบ้างหว่า ? ซึ่งมีบ้างประปรายพอสมควร
ถ้าถามว่า การหนีครั้งนี้ประสบความสำเร็จรึเปล่า ?
ผมให้ราวๆ 75 %
เพราะเวลาน้อยไป บางแสนคนเยอะไปหาที่สงบๆลำบาก (แต่ไปง่าย) และมีส่วนของธรรมชาติน้อยมากๆ แต่ก็ยังได้ตามที่อยากคือ อยากเห็นทะเล อยากออกไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่กทม. ซึ่งนั่นก็ประสบความตั้งใจไปแล้ว
ซัมอัพๆ กลับมาบ้าน ผมจึงคิดว่าโอเคแล้วกับการหนีครั้งนี้ที่มีเวลาแค่นี้
คราวหน้าถ้ามีเวลามากกว่านี้ จะลองหาที่หนีที่ไกลกว่านี้ดูบ้าง
ปล1. เนื่องจากผมเป็นคนไม่ถ่ายรูป (และไม่มีกล้อง)จึงต้องขอโทษด้วยที่ไม่มีรูปหลักฐานการเดินทาง ยกเว้นข้ามหลามหนองมน กับขนมจาก ที่ซื้อมาแต่ ท่าทางหลักฐานคงจะโดนกินจนเกลี้ยง
ปล2. การหนีครั้งนี้ใช้เงินราวๆเกือบๆ 400
ค่ารถ จาก เอกมัย ไปบางแสน 76 บาท
ค่าน้ำขวด + โบตั๋นซอง 18 บาท
ค่าข้าวผัดปู + น้ำโค้ก 45 บาท
ค่าหอยแครงเผา 30 บาท
ค่าเข้าห้องน้ำ 3 บาท
ค่าชาเขียวกล่อง 10 บาท
ค่า ข้าวหลาม + ขนมจาก 120 บาท
ค่า รถสองแถวกลับไปตลาดหนองมน 10 บาท
ค่ารถกลับ กทม. 65 บาท
377 บาท ถ้วน
edit @ 2006/02/11 21:05:42
edit @ 2006/02/11 21:06:24
edit @ 2006/02/28 14:09:42








